วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แสงสีออร่า (ตอนที่ ๒ )
จากเหตุผลดังกล่าวภายหลัง ภายหลังที่ข้าพเจ้า
ได้มีโอกาสไปเที่ยวงานพลังจิตวิทยาศาสตร์
ที่ห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า ซึ่งข้าพเจ้าอยาก
ทราบว่าแสงออร่าพื้นฐานของข้าพเจ้า
ตรงกับการคำนวนหรือไม่ จึงตัดสินใจ
ลองถ่ายรูปด้วยกล้องที่สามารถถ่ายแสงออร่าได้

ก็ปรากฎว่าภาพดังกล่าวแสงออร่า ในตัวของข้าพเจ้า
ตรงกับการคำนวนได้แสงสีน้ำเงินเช่นกัน
และอุปนิสัยโดยส่วนรวมก็ตรงตามนั้น
ดังภาพประกอบต่อไปนี้



นปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์แสงออร่าว่าเกิดจากการที่อะตอมของสารต่างๆ
เกิดการสั่นสะเทือนโดยอิเลกตรอนที่วิ่งรอบๆแกนอะตอม และเมื่อมีการเคลื่อนที่ก็มีการ
รับ
และส่งพลังงานออกมาเพื่อให้ตัวเองมีเสถียรภาพพลังงานที่ปล่อยออกมาจะออกมาในรูปแสง
และคลื่นเสียงออร่าเป็นผลพวงจาก กระบวนการดังกล่าวในปัจจุบันมีการบันทึกภาพออร่าด้วย
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าเทคนิคแบบเกอร์เลี่ยน
ซึ่งเป็นชื่อของผู้ค้นพบชาวรัสเซียผู้หนึ่งและปัจจุบันได้พัฒนาเทคนิคนี้
จนเป็นที่ยอมรับโดย
นักวิทยาศาสตรได้ใช้ภาพถ่ายเกอร์เลี่ยนนี้ในการศึกษาพลังของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะพลังอำนาจ
ของชีวิต เช่น ใช้ในการวิเคราะห์โรค ตรวจอำนาจหรือคุณสมบัติบางประการในวัตถุหรือสสาร
(วิเคราะห์จากสเปคตัม)ดังนั้นในวัตถุสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนก็มีพลังงานทั้งสิ้นฉะนั้น
จึงมีผลต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโลก สีออร่าที่แผ่รัศมีออกจากวัตถุนั้นจะเป็นการสื่อว่า
วัตถุชนิดนั้นๆ มีสภาพเป็นเช่นไร จึงมีการจำแนกสีเพื่อเป็นเครื่องชี้วัดให้เกิดความเข้าใจ
ถึงสถานภาพของวัตถุนั้นๆซี่งในปัจจุบันนี้ก็สามารถดูแสงออร่าจากร่างกายได้โดยใช้กล้อง
ที่สามารถถ่ายแสงออร่า นำมาถ่ายกับแต่ละบุคคล ทำให้ทราบแสงออร่าของตนเองได้เช่นกัน







หลังจากนั้นข้าพเจ้า จึงเริ่ม ฝึกสมาธิขั้นต้น เพื่อให้รู้เรื่องดังกล่าวมากขึ้น
โดยเริ่มแรกข้าพเจ้า
ก็ฝึกสมาธิเหมือนบุคคลทั่วไป และก็ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมไปด้วยบ้าง 
 เพื่อเลือกวิธี ที่เหมาะสมกับตนเอง ให้มากที่สุด ข้าพเจ้าเริ่มจากฝึกสมาธิ เหมือนที่ทุกคน
เคยเรียนกันสมัยเมื่อยังเด็ก นั่งในท่าขัดสมาธิ หายใจเข้า ( พุท) หายใจออก ( โธ )

ซึ่งเริ่มแรกข้าพเจ้ารู้สึกเมื่อยมาก เวลานั่งในท่าขัดสมาธิ ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ทำให้ข้าพเจ้า 
จึงเริ่มอ่าน เรื่องของการวิปัสนากรรมฐานว่ามี กี่ ชนิด สามารถปฏิบัติได้อย่างไร
ในที่สุดข้าพเจ้า จึงค้นพบว่า ตัวเองควรเริ่มจาก ในท่านอนสมาธิ
เมื่อจิตมั่นคงแล้ว จึงหันกับมาในท่านั่งสมาธิ และฝึกมโนยิทธิ  
และรู้สึกว่าเหมาะกับตัวของข้าพเจ้ามากกว่า  
จึงเริ่มหันมาปฎิบัติอย่างจริงจังตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
 
เมื่อข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัตินานมากขึ้น ก็พบว่าแสงสีออร่าสามารถเปลี่ยนได้ตามลำดับขั้นของสี
จากนิมิตสีที่ ๑ สีเขียวตองอ่อน เริ่มหายไป แต่ข้าพเจ้าพบว่านิมิตสีที่ ๒ เริ่มเข้ามา 
 ในเวลาที่ข้าพเจ้าทรงสมาธิ เปลี่ยนสีออกไป เป็นเหมือนสีเหลืองทอง สีเดิมทีข้าพเจ้าเคย
เห็นก็ไม่เห็นอีก หลังจากนั้นก็ยังคงปฎิบัติไปเรื่อยๆ
 
ก็พบว่า นิมิตสีก็เปลี่ยนไปอีก เป็นนิมิต สีที่๓ เหมือนสีแดง แต่ไม่ใช่สีแดงสด 
 เหมือนสีแดงผสมสีส้ม ข้าพเจ้าก็ยิ่งสงสัยว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สีนิมิต 
 จึงเปลี่ยนไปจากสีเดิม ที่เคยเห็นก็ไม่เห็นอีกเช่นเคย ก็ปฎิบัติไปเรื่อยๆ
 ก็พบนิมิตสีเปลี่ยนไปอีกในแสงอ่อร่า ตอนนี้สีทีข้าพเจ้าเห็น
 
นิมิตสีที่ ๔ เป็นสีขาวนวลเงินสว่าง ก็ปฎิบัติไปเรื่อยๆ นิมิตสีที่ ๔ ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นอีก
 ก็เห็นนิมิตสีใหม่ เป็นนิมิตสีที่ ๕ เหมือนสีชมพูบานเย็น นิมิตสีที่ ๔ ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นอีกเช่นเคย 
แต่ก็ยังคงปฎิบัติต่อไป จนไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน



จนตอนหลัง ได้มีความรู้บางอย่างจากผู้อื่นว่า การฝึกสมาธิสามารถใช้ลูกแก้วช่วยได้
อาศัยพุทธคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นแสงออร่า รวมตัวกันเหมือน 
 นิมิตเหมือนสีฟ้าครามผสม เหมือนหลายสี ซึ่งข้าพเจ้าเห็นสว่างมาก และใสวาว
ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรกัน นี่คือนิมิตสี ๖ สีสุดท้าย ที่ข้าพเจ้าได้ พบเห็นจากการ ฝึกสมาธิ
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังสงสัยอยู่ว่า คือ สิ่งใด จนกระทั่ง ข้าพเจ้าไปพบหนังสือเล่มหนึ่ง
จึงพบคำตอบว่า นิมิตที่ข้าพเจ้าเห็นนั้น หน้าจะเป็นแสงสีออร่า ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือที่พุทธศาสนิกชน เรียกว่า ฉัพพรรณรังสีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี ๖ ประการ

ฉัพพรรณรังสีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


๑. นีละ เขียวเหมือนดอกอัญชัน
๒. ปีตะ เหลืองเหมือนหรดาลทอง
๓ โลหิตะ แดงเหมือนตะวันอ่อน
๔. โอทาตะ ขาวเหมือนแผ่นเงิน
๕. มัญเชฎฐะ สีหงสบาทเหมือนอกหงอนไก่
๖. ประภัสสร เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก


เมื่อพระโลกนารถทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุม พระโลหิตผ่องใส
วัตถุรูปก็ผ่องใส พระฉวีวรรณ ก็ผ่องใส บังเกิดเป็นฉัพพรรณรังสีเปล่งออกจาก
พระวรกายของพระพุทธเจ้า
" ทรงบรรลุพระสัพพญุตญาณ "

ในปุริมยาม ( ยามต้น ) พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงบุพชาติเป็นอนันต์ ด้วยอำนาจแห่ง
บุพเพนิวาสานุสติญาณ ในมัชฌิมยาม ( ยามกลาง ) ทรงบรรลุจตุปปาตญาณและอนาคตตังสญาณ

เห็นแจ้งจุติและปฎิสนธิแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งทิพย์จักษุญาณ
และในที่สุดแห่งปัจฉิมยาม ( ยามสุดท้าย ) พระองค์ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ 

 ทรงตรังรู้เห็นแจ้งในอริยสัจจ์ ๔ สำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เข้าถึงความหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชาสวะ ชาติสิ้นแล้ว 

 ทรงประพฤติพรหมจรรย์จบสิ้นแล้ว


 








2 ความคิดเห็น:

Kwanpat Arnutphongchai กล่าวว่า...

หากท่านใดมีประสพการณ์ลักษณะนี้สามารถโพสต์เข้ามาแชร์ประสพการณ์
เพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจต้องการศึกษาเพื่่อเติมหรือเป็นประสพการณ์
แก่ท่านผู้อ่านทั่วไปได้

Unknown กล่าวว่า...

ผมก็เคยนั่งสมาธิเป็นดินแดนสีชมพูที่ละเอียดมากเรื่องจริงที่เคยผ่านมา(ภานุพงค์ จันทรักษ์