วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



การฝึกแบบเต็มกำลัง :

ให้บริกรรมคำภาวนา
นะ โม พุท ธา ยะ
อันเป็นพระนามขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๕พระองค์

คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสป พระสมณโคดม

และพระศรีอาริยเมตไตรย์ การภาวนาบริกรรมครั้งแรก ให้ภาวนาควบคู่
กับจับลมหายใจเข้าออกไปด้วย ต่อมาคำภาวนาจะเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ไม่ต้องไปเร่งคำภาวนา

เมื่อจิตไม่ยึดลมหายใจเข้าออก ก็ให้ปล่อยไปตามนั้น ไม่ต้องดึงจิต

กลับมาที่ลมหายใจอีก เลิกห่วงลมหายใจได้ คำภาวนาจะเร็วขึ้นตามลำดับ

ผู้ปฏิบัติผู้ฝึกใหม่ บางครั้งอาจจะมีอาการสั่น มือที่พนมอยู่จะตีอก

ก็จะตีเข่าทั้งสองข้างต่อไป ก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น อาการนี้จะหยุดเอง
เมื่อจิตเข้าสู่ฌาณละเอียดและมั่งคงแล้ว อาการเต้น อาการสั่น ตีอก

เหล่านี้

จะเกิดกับผู้ที่ไม่เคยได้มาก่อน เป็นผู้ปฏิบัติใหม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อจิต

รวมเป็นสมาธิ เข้าถึงฌานหยาบ หรือสมาธิจิตยังหยาบอยู่ ขณะฝึกภาวนา
จะมีอาการแสดงออกทางกายต่างๆ กัน เช่น บางคนสั่น บางคนเต้นทั้งตัว

ร่ายรำต่างๆ กันอีก บางคนเห็นแสงสว่าง พุ่งลงมาจากข้างบน

เป็นลำแสงยาวสว่างจัด บางคนเห็นแสงสว่าง พุ่งจากข้างล่างตรงหน้า

ขึ้นข้างบน บางคนก็เห็นแสงสว่างจ้าเฉยในอากาศ



เมื่อท่านเห็นแสงสว่างแห่งใดก็ตาม ให้ตัดสินใจพุ่งจิต หรือ อทิสสมานกายไป

ตามแสงสว่าง เมื่อออกไปแล้วจะเกิดอาการเวิ้งว้าง จงอย่ากลัว ให้นึกถึง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทันที ขอพระพุทธองค์ทรงโปรดสงเคราะห์

สำหรับบางท่าน ที่เคยได้มโนยิทธิครึ่งกำลังมาก่อน ท่านอาจนึกถึง พระอาจารย์


บิดา มารดา หรือท่านใดท่านหนึ่ง ที่ตนเองรักเคารพก็ได้ขอให้ท่านได้โปรดด้วย

เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าหรือท่านที่เราตั้งจิตปรารถนาขอให้ช่วยสงเคราะห์
ขอให้ท่านพาไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ เช่น พระจุฬามณีเจดียสถาน

บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ แดนพระนิพพาน และเข้าไปกราบนมัสการ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชมวิมานของตนเอง ความรู้เห็นต่างๆ
จนชัดเจน ละเอียดลออ การฝึกเต็มกำลังนี้ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า
จิตจะออกไปด้วยของกำลังฌาณ ๔ บางท่านเรียกว่าฌาณ ๔ ใช้งาน




จะเห็นได้ชัดเหมือนตาเห็น และผู้ที่คล่องใน มโนยิทธิ มีทิพย์จักษุญาณแล้วนั้น
จิตจะเป็นฌาณได้ โดยไม่ต้องหลับตา ผู้ที่เคยปฏิบัติได้แบบครึ่งกำลังแล้ว
ถ้ายังไม่เห็นแสงสว่างมา ท่านให้จับภาพพระรูปพระโฉมขององค์พระศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า พอจับภาพได้ชัดเจนแจ่มใส ให้พุ่งจิตไปนิพพานเลยทันที
ไม่ต้องรอแสงสว่าง จะเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม ก็เท่ากับว่าการฝึกแบบนี้
เป็นการเพิ่มกำลัง ให้กับผู้ปฏิบัติแบบครึ่งกำลังด้วยหลักวิชชา มโนยิทธิ


ที่ควรพึงสังวรไว้ ว่าจะปฏิบัติได้สำเร็จหรือไม่



ขึ้นอยู่กับหลักสำคัญ ๓ ประการดังนี้

๑. ต้องไม่อยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ ขณะที่ปฏิบัติ ถ้าอยากได้ จะไม่ได้
๒. อย่าสงสัยในภาพ ในสิ่งที่รู้เห็น ให้เชื่อว่า ที่เรารู้เห็นขณะนั้นเป็นจริง

๓. ต้องไม่กลัวตาย ถ้ายังกลัวตายอยู่ แสดงว่าจิตยังเลวอยู่ จะขวางกั้นความดี
ด้วยการติดในร่างกายภายนอกถ้าตั้งใจปฏิบัติพระกรรมฐานแบบนี้ แม้จะยังไม่ได้
อะไรเลย บังเอิญเสียชีวิตไปตามกฎแห่งกรรม ระหว่างนั้นด้วยจิตเป็นกุศล อย่างเลว
ก็ไปสวรรค์ เสวยสุข สุขารมณ์ ได้อย่างสบาย ดีกว่าอยู่เป็นมนุษย์หลายเท่านัก

ถ้าเกิดเบื่อหน่ายร่างกายเข้าด้วย และยังไม่ยึดติดโลกมนุษย์ ขณะฟังคำสอน
ไม่ห่วงหาอาวรณ์ ในทรัพย์สมบัติ และอาการอันเป็นของโลกมนุษย์นี้
เมื่อท่านตายไปจะไปนิพพานได้ทันที



ผู้ปฏิบัติควรเริ่ม จากการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย
ขอขมาพระรัตนตรัย และสมาทานพระกรรมฐาน
แล้วนั่งสมาธิตามถนัด
จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบก็ได้ ให้ตัวตรงเข้าไว้ก่อน ให้วางมือขวาทับมือซ้าย
บนตักของท่าน หลับตาพอสบายๆ ไม่ต้องบีบเค้นดวงตา

ลำดับต่อไป ให้ใช้ปัญญา คิดพิจารณา ตามความจริง เสียก่อน
ที่จะทำการภาวนา
เพื่อให้จิต สบาย ละ วาง กิเลสตัณหาต่างๆ โดยเฉพาะสังโยชน์ ให้เกิดความเข้าใจ
รู้แจ้ง เห็นจริง ตามสภาพของร่างกาย และของสรรพสิ่งในโลก เช่น ร่างกายของเรา
หรือของบุคคลอื่นๆ เป็นเพียงส่วนประกอบของธาตุ ๔

มี ดิน น้ำ ลม ไฟ ร่างกายสกปรกเต็มไปด้วย น้ำเลือด น้ำเหลือง
น้ำหนอง มีสภาพเน่าเหม็น และไม่ทรงตัว
มีการเกิดขึ้น มีการเสื่อม
และสลายตัวไปในที่สุด เราเกิดมาเท่าใด ก็ตายหมดเท่านั้น

ความคงทนเที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ในโลกและร่างกาย ย่อมไม่มี
การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะต้องดิ้นรน หาเลี้ยงชีพทุกข์
เพราะร่างกาย พยายามบำรุงเท่าใด ร่างกายก็ไม่ทรงตัว มีแต่การเจ็บป่วย
ชราภาพ และทรุดโทรมลงไปทุกวัน
มีการพลัดพรากจากบุคคล
ที่เรารัก ก็เป็นอาการของความทุกข์

ปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ ร้อนก็ทุกข์ หนาวก็ทุกข์
ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ทุกข์
เราทุกข์เพราะการเกิด
การมีร่างกาย ร่างกายเป็นปัจจัยของความทุกข์ การเกิดเป็นเทวดา
เป็นเทพพรหม ก็มิได้เป็นสุขจริง เป็นพียงชั่วคราว

เพราะกลับมาเวียนว่ายตายเกิดตามกฏแห่งกรรมอยู่อีก
ก็เป็นทุกข์อีก
การพ้นทุกข์ที่แท้จริง คือ การเข้าสู่พระนิพพาน

ผู้ปฏิบัติควรเริ่ม จากการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย
ขอขมาพระรัตนตรัย และสมาทานพระกรรมฐาน
แล้วนั่งสมาธิตามถนัด
จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบก็ได้ ให้ตัวตรงเข้าไว้ก่อน ให้วางมือขวา
ทับมือซ้าย บนตักของท่าน หลับตาพอสบายๆ ไม่ต้องบีบเค้นดวงตา

ลำดับต่อไป ให้ใช้ปัญญา คิดพิจารณา ตามความจริง เสียก่อน
ที่จะทำ
การภาวนา เพื่อให้จิต สบาย ละ วาง กิเลสตัณหาต่างๆ โดยเฉพาะสังโยชน์
ให้เกิดความเข้าใจ รู้แจ้ง เห็นจริง ตามสภาพของร่างกาย และของสรรพสิ่ง
ในโลก เช่น ร่างกายของเราหรือของบุคคลอื่นๆ เป็นเพียงส่วนประกอบของธาตุ ๔

มี ดิน น้ำ ลม ไฟ ร่างกายสกปรกเต็มไปด้วย น้ำเลือด น้ำเหลือง
น้ำหนอง มีสภาพเน่าเหม็น และไม่ทรงตัว
มีการเกิดขึ้น มีการเสื่อม
และสลายตัวไปในที่สุด เราเกิดมาเท่าใด ก็ตายหมดเท่านั้น

ความคงทนเที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ในโลกและร่างกาย ย่อมไม่มี
การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะต้องดิ้นรน หาเลี้ยงชีพทุกข์
เพราะร่างกาย พยายามบำรุงเท่าใด ร่างกายก็ไม่ทรงตัว มีแต่การเจ็บป่วย
ชราภาพ และทรุดโทรมลงไปทุกวัน
มีการพลัดพรากจากบุคคล
ที่เรารัก ก็เป็นอาการของความทุกข์

ปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ ร้อนก็ทุกข์ หนาวก็ทุกข์
ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ทุกข์
เราทุกข์เพราะการเกิด
การมีร่างกาย ร่างกายเป็นปัจจัยของความทุกข์ การเกิดเป็นเทวดา
เป็นเทพพรหม ก็มิได้เป็นสุขจริง เป็นพียงชั่วคราว

เพราะกลับมาเวียนว่ายตายเกิดตามกฏแห่งกรรมอยู่อีก
ก็เป็นทุกข์อีก
การพ้นทุกข์ที่แท้จริง คือ การเข้าสู่พระนิพพาน
ประการเดียวเท่านั้น


ความดีพระศาสนา แบ่งได้ดังนี้

ความดีระดับเปลือก
ไม่กังวลไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงให้ผู้อื่นทำลายศีล ระงับนิวรณ์
โดยพลัน เป็นต้องการความเป็นทิพย์ของจิต จิตทรงพรหมวิหารเป็นปกติ
ตลอดเวลา ความดีชั้นสะเก็ด ไม่สนใจในจริยาของคนอื่น ใครจะดี จะเลว
เรื่องของเขา ไม่ยกตนข่มท่านอย่าถือตัวเกินไป

ความดีชั้นกระพี้ ได้แก่ การระลึกชาติได้ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ความดีระดับแก่น ของพระศาสนา คือ การคล่องในจตูปปาตญาณ

ความละเอียดเรื่องการรับรู้เห็น อาจจะไม่เหมือนกัน เพราะสภาพร่างกายของ
แต่ละภพภูมิต่างกัน

ร่างกายมนุษย์ สัตว์ :มีร่างกายหยาบกว่า วิญญาณ อสุรกาย สัมภเวสี เปรต
บางจำพวก ถ้าไม่ต้องการให้มนุษย์เห็น มนุษย์ก็ไม่สามารถเห็นได้ แต่พวกเขา
สามารถเห็นมนุษย์ได้

วิญญาณ :มีร่างกายหยาบกว่า เทวดา ตั้งแต่ภุมเทวดาขึ้นไปถ้าเทวดาไม่อยากให้
พวกเขาเห็น วิญญาณก็เห็นท่านไม่ได้

เทวดา :มีร่างกายหยาบกว่า พรหม เทพพรหมจะมีร่างกายละเอียดกว่า
ถ้าพรหม ไม่อยากให้เทวดาเห็น เทวดาก็ไม่สามารถเห็นพรหมได้

พระอริยเจ้าและพระพุทธเจ้า :ที่เข้าสู่พระนิพพานแล้ว จะมีร่างกายบางมาก
และละเอียดมากกว่าพรหม ถ้าท่านไม่ต้องการให้เห็น แม้พรหมก็ไม่สามารถ
มองท่านเห็นได้


ถ้าจิตสะอาดขั้นโลกีย์ชั้นต่ำ
จะสามารถเห็นเทวดาได้ แต่จะไม่เห็นพรหม ผู้ปฎิบัติมโนยิทธิ
หรือมีอภิญญาระดับนี้ จะไปสวรรค์ได้ แต่ไปพรหมไม่ได้
ท่านที่ฝึกทิพจักขุญาณในหมวดวิชชาสาม จะเห็นเทวดา
แต่ไม่เห็นพรหม

ถ้าเจริญสมาธิจนจิตเป็นฌาณ
ผู้ปฏิบัติได้ในหมวดมโนยิทธิถึงขั้นนี้ ไปพรหมได้ ผู้ปฏิบัติหลักสูตร
วิชชาสาม สามารถเห็นพรหม และพูดกับพรหมได้

ถ้าเจริญสมาธิ มีจิตสะอาดระดับพระโสดาบันขึ้นไป
ผู้ปฏิบัติตามหลักสูตรมโนยิทธิจะเห็นและเข้าเขตพระนิพพานได้
นั่งนอนในวิมานของตนเองที่แดนพระนิพพานได้ ผู้ที่ปฏิบัติใน
หลักสูตรวิชชาสาม ที่เจริญทิพจักขุญาณ จะเห็นนิพพานได้

สีของจิตและลักษณะอทิสสมานกาย
สีแดง :จิตที่มีความดี เพราะผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
สีดำ :จิตที่มีความพยาบาทอาฆาต ความโกรธ หรือ ความเป็นทุกข์
สีขาว :เหมือนดอกกรรณิการ์ จิตมีอารมณ์ไปทาง เชื่อคนง่าย มักขาดเหตุผล
สีผ่องใส :จิตผู้ฉลาด ปฏิภาณดี ไม่มีกังวล คล้ายหยดน้ำบนใบบัว


จิตของพระอริยเจ้า
ลักษณะของจิตของพระอริยเจ้า
จิตวิปัสสนาญาณ
:ผู้เจริญวิปัสสนาญาณ จิตจะมองเห็นเป็นประกายเล็กน้อย
จิตพระโสดาบัน :ดวงจิตจะมีประกายคลุมเข้าประมาณหนึ่งในสี่ของดวง
จิตพระสกิทาคามี :จิตจะมีประกายครึ่งหนึ่งของดวงอีกครั้งหนึ่งนั้น

ยังเป็นแกนหนาอยู่

จิตพระอนาคามี
:จิตจะเป็นประกายเกือบหมดดวง จะมีส่วนเหลือที่
ไม่เป็นประกายอยู่อีก นิดหน่อยเป็นแกนราว ๑ ในสี่ของดวง

จิตพระอรหันต์ :จิตเป็นประกายคล้ายประกายพรึก ระยิบระยับ สว่างมากทั้งดวง ลอยอยู่ในหน้าอก


และลักษณะจิตที่เป็นดาวประกายพรึกแบบนี้ ที่องค์พระสมเด็จพระบรมศาสดา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำ ผู้ปฏิบัติทุกท่าน แสวงหามา
ครอบครองเป็น ของตนเองให้ได้ เพื่อความพ้นทุกข์ เข้าสู่พระนิพพาน
ตามหลักคำสอนของพุทธองค์




อทิสสมานกาย ( กายในของคนที่มีสภาพคล้ายกับจิต )
จะปรากฏตามบุญบารมีความดี ที่ตนเองได้สั่งสมไว้ ซึ่งท่านแบ่งออกไว้

เพื่อความเข้าจะเป็น ๕ ระดับต่อไปนี้
๑. กายอบายภูมิ :มีลักษณะคล้ายขอทาน ร่างกายซูบซีด เศร้า หมอง อิดโรย
ผู้ใดมีลักษณะกายคล้ายเหมือนอย่างนี้ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ต้องไปชั้นอบายภูมิ

๒. กายมนุษย์ :มีลักษณะรูปร่างค่อนข้างผ่องใส ลักษณะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ
แต่ทว่ากายมนุษย์นี้ จะมีส่วนสัดผิวพรรณ ความงามต่างๆ กันไป บุคคลที่มี
กายแบบนี้ เมื่อเสียชีวิต แล้วจะเกิดเป็นมนุษย์อีก

๓. กายทิพย์ :มีลักษณะกายเทวดาชั้นกามาวจรสวรรค์ เป็นภุมเทวดา รุกขเทวดา
หรืออากาศเทวดา ตามแต่จะเรียก จะมีรูปร่าง ความผ่องใส เครื่องประดับกาย
แพรวพราว สีสันและความงามแตกต่างกัน ตามบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ ท่านที่มี
กายแบบนี้ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว จะไปเป็นเทวดา ในสวรรค์เขตต่างๆ กัน

๔.กายพรหม :มีลักษณะคล้ายกายทิพย์ของเทวดา แต่ผิวกายละเอียด กว่าใสกว่า
คล้ายแก้ว เครื่องประดับเป็นสีทองล้วน แลดูเหลืองพราวไปหมดทั้งตัว รวมทั้งมงกุฏ
ที่สวมใส่ด้วย ผู้ที่มีกายลักษณะนี้จะเกิดเป็นพรหม

๕. กายแก้ว ( ธรรมกาย ) :มีลักษณะกายของพระอรหันต์ ซึ่งบางท่านเรียกว่า
วิสุทธิเทพ เราจะเห็นท่านเป็นประกายพรึกทั้งองค์ ใสสะอาดยิ่งกว่ากายพรหม
ทั้งผิวกายและเครื่องประดับกายล้วนเป็นแก้วใส ประกายระยิบระยับทั้งหมด ดูตื่นใจ
สุขสบายตายิ่งนัก ท่านที่เป็นเจ้าของอทิสสมานกาย ที่เป็นกายแก้วนี้ เมื่อเสียชีวิตแล้ว
ไปสู่พระนิพพานทันที 


ข้อสังเกตมีอยู่ว่า กายในระดับ ๑ - ๔ ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามบุญ
หรืออกุศลกรรมที่ตนทำต่อไปได้อีก จนกว่าจะเสียชีวิต และถ้าก่อนเสียชีวิต
กายในกาย ปรากฏให้เห็นเป็นแบบใด บุคคลนั้นก็จะไปเกิดเป็นแบบนั้น

และการขอดู ภายในกาย หรือการใช้เจโตปริยญาณนั้น ต้องพึงระมัดระวังอุปาทาน
การประเมินล่วงหน้า การขอดูกายภายในข้อ ๕ ขอพระอรหันต์นั้นยากอยู่
ต้อง
รอบคอบและระวังปฏิบัติให้ถูกวิธี และพิจารณาถึงการควรหรือไม่
อย่างไรด้วย การรู้จักใช้
เจโตปริยญาณนั้นมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการดู
ให้รู้อารมณ์จิต
ของตนเองสำคัญที่สุด
เพื่อจะได้แก้ไข สกัดอารมณ์
ที่เป็นกิเลสและอุปกิเลส
ไม่ให้เข้ามาพัวพันกับจิตของตน
ล้างสีทุกอย่างออกไป อย่าให้ปรากฏในจิต


วิธีปฏิบัติ ควรให้เหลือเพียง แต่สีใสคล้ายแก้วทั้งแท่ง
และต่อไปเพื่อ
ความสุขอันถาวร ต้องให้จิตเป็นประกายได้ ๑ใน ๔
ของดวงจิตเป็นอย่างน้อย
แล้วค่อยๆ พัฒนาให้จิตเป็นประกายพรึก


ในที่สุดสำหรับผู้ฝึกมโนยิทธิ ถ้ายังต้องหลับตาภาวนาเป็นนาน ก่อนการรู้เห็นใด
จะต้องหมั่นฝึกซ้อมให้คล่อง ลืมตารู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ ทุกขณะที่ปรารถนา
จะ
รู้เห็น และอย่างถูกต้องด้วย จึงจะนับว่าใช้ได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
ต้องมีความพากเพียร และต้องทำทิพจักขุญาณให้เกิด ฝึกฝนจนคล่อง

สามารถพบเห็นพระพุทธเจ้า และพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ละทิ้งขันธ์ ๕ไปแล้วได้
และรับคำแนะนำสั่งสอนจากท่านเหล่านั้นมาสงเคราะห์ด้วย
การปฏิบัติกรรมฐาน
ในหมวดนี้ เป็นการฝึกใจ มิได้มุ่งฝึกกาย ผู้ที่มีอิทธิบาท ๔ มีความพยายาม
และศรัทธาจริง ในวิชชาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช้าหรือเร็วย่อม
จะปฏิบัติธรรมได้สำเร็จตามคำสอนของพระพุทธองค์

ดังนั้นขออาราธนาบารมี
ขององค์สมเด็จพระบรมสุคตทุกๆ
พระองค์


นับตั้งแต่องค์สมเด็จพระปฐมบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธสิขีทศพล


รวมถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย
หลวงปู่ปาน
และหลวงพ่อพระราชพรหมยาน


ขออำนาจบุญบารมีทุกๆพระองค์
โปรดสงเคราะห์เหล่าสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย

ผู้ตั้งใจปฏิบัติในหมวดนี้ จงได้สมมโนเจตนาด้วยทุกท่านเทอญ.


1 ความคิดเห็น:

Kwanpat Arnutphongchai กล่าวว่า...

การฝึกมโนยิทธิแบบเต็มกำลัง