วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นิมิตพระพุทธเจ้า
ในนิมิต บางครั้งข้าพเจ้าก็เห็นพระภิกษุสงฆ์ ข้าพเจ้านั้นก็มักนิมิตบ่อยๆ
ในช่วงที่ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง   บางครั้งก็เห็นหน้าพระพุทธองค์ลอยมาให้เห็น
แสงของพระองค์ท่านสว่างไสวและเจิดจ้ามากเหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้นส่องสว่าง
มีอุ่นภูมิร้อนเหมือนกันเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น  ส่องมาหลายๆ ดวงๆ ทำให้ข้าพเจ้า

รู้สึกถึงความสว่างและอุณหภูมิในร่างกายขณะนั้นได้  แต่ก็มีอยู่หลายครั้ง
ก็เห็นตัวของข้าพเจ้าเองนั่งในท่าสมาธิในถ้ำบ่อยๆ บางทีก็นั่งปฏิบัติธรรม
สมาธิกับภิกษุสงฆ์ บางองค์ท่านก็เคย เคยพูดคุยกับข้าพเจ้าในนิมิตบ่อยครั้ง
บางครั้งก็เห็นคนปฏิบัติธรรมนุ่งห่มขาว ยื่นเป็นพลอยสีขาวให้กับข้าพเจ้า
ซึ่งมักมีอยู่หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจ ในนิมิตนั้นๆ ว่าทำไมจึงต้องนิมิต

เรื่องเหล่านี้บ่อยๆ  ในช่วงที่ปฏิบัติธรรมอย่างหนัก ไหว้พระสวดมนต์ 
แต่ก็ได้คิดว่า คงจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่อาจเพราะข้าพเจ้าอาจจะมีบุญ
สัมพันธ์กับท่านเหล่านั้นก็เป็นไปได้

ข้าพเจ้าคิดว่าทุกท่านสามารถ พบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ทั้งทางในนิมิตฝัน หรือเวลาที่สมาธิอยู่หากได้ปฏิบัติจริงทุกท่านก็คงจะเคย
ได้สัมผัสท่านได้บ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ค่อยเชื่อ
เรื่องเหล่านี้จนได้มาพบกับตนเอง จึงได้เริ่มหันมาปฏิบัติธรรม
หลังจากหันมาปฏิบัติธรรมฝึกสมาธิ ทำให้ข้าพเจ้ามักจะนิมิตล่วงหน้า
ถึงสิ่งศักดิสิทธิ์มากขึ้น  หากทุกท่านได้ปฏิบัติสมาธิ ทุกท่านก็จะรับรู้ได้
ด้วยตัวของท่านเอง

นิมิตน้ำพุทธมนต์
เหมือนตัวเองอยู่ในถ้ำบ้างในท่านั่งสมาธิบ้าง บางครั้งก็นิมิตเหมือนกับตัวเองได้
ไปที่เหมือนวัดหรือถ้ำสถานปฏิบัติธรรมแล้วไหว้พระพุทธรูป อยู่ดีก็นั่งสมาธิใน
ท่าขัดสมาธิ มีพลังงานคลื่นลูกใหญ่มาครอบคลุมตัวเอง ขยับตัวไม่ได้ ตัวเองเคลื่อน
ที่หมุนเป็นลูกข่าง เป็นลักษณะวงกลม ในนิมิตก็ไม่รู้ว่าที่เกิดขึ้น เพราะอะไรกันแน่
แต่จิตรู้ตัวเองว่ามีพลังงานควบคุมอยู่ หลังจากนั้นก็เห็นมีพระภิกษุสงฆ์ท่านเดินมาหา

และเฆี่ยนด้วยหวายอาคม ซักพักท่านก็นำน้ำมนต์มาให้เราดื่ม แล้วถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ซักพักข้าพเจ้าก็หายจากพลังงานควบคุมนั้น แล้วข้าพเจ้าก็สะดุ้งตื่นจากนิมิตนั้น

นิมิตแห่งพระหัตถ์

นิมิตต่อไปที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส เหมือนกับได้ไปไหว้พระพุทธรูป ห่มผ้าจีวรองค์
ผ้าพุทธรูปและทำบุญต่างๆ ในวัดนั้น ต่อมามีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านก็มีอายุมากแล้ว
บอกให้ข้าพเจ้าไปไหว้พระภิกษุสงฆ์อีกรูปหนึ่ง ในวัดที่อยู่โบสถ์ถัดไป ข้าพเจ้าก็ทำตาม
แล้วเดินตามไป ในนิมิตเห็นพระภิกษุรูปนั้นท่านงดงามมาก ดูเหมือนทรงเนื้อนาบุญ
ดูจากภายนอกอายุท่านก็ไม่มากแต่ดูช่างงดงาม ควรแก่การกราบไหว้ท่านและสักการะ


ข้าพเจ้าจึงเกิดความเลื่อมใสในองค์ท่าน จึงก้มลงกราบ ในนิมิตข้าพเจ้านึกได้ว่า
ถ้าเราได้นั่งสมาธิกับผู้เป็นเนื้อนาบุญ จะช่วยส่งเสริมให้เรามีบารมีตามท่าน
ปฏิบัติสมาธิได้ดีขึ้น ในนิมิตข้าพเจ้าจึงนั่งอยู่ตรงข้ามกับท่าน ข้าพเจ้าจึงหลับตา
นั่งสมาธิต่อหน้าท่าน ต่อมาอยู่ดีๆ ข้าพเจ้าก็มีพลังงานสูงเคลื่อนที่
ลงมาสู่ร่างกายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเหมือนถูกกระแสอะไรเดินเข้ามา
ภายในร่างกาย พร้อมกันนั้นข้าพเจ้าขยับตัวไม่ได้ ลืมตาก็ไม่ขึ้น
แต่จิตข้าพเจ้ายังรับรู้อยู่ในจิตข้าพเจ้าบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ไหวแล้ว
รับพลังงานคลื่นนั้น ไม่ไหวแล้ว ซักพักข้าพเจ้า เหมือนมีความรู้สึก
เหมือนมีใครมา วางมือเหนือศีรษะของข้าพเจ้า และลูบถ่ายพลังงาน
เหนือศรีษะของข้าพเจ้า ส่งผ่านบริเวณข้างสันจมูกข้างแก้มทั้งสองไหล
ผ่านลงสู่ ด้านล่างร่างกายของข้าพเจ้า หลังจากนั้นข้าพเจ้าจึงรู้สึกดีขึ้น
แล้วก็สะดุ้งตื่นจากนิมิตดังกล่าว แต่ความรู้สึกเหมือนมีใครมาสัมผัสเรานั้น
ยังอยู่และดูเหมือนจริงมากแต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

นิมิตหลวงปู่พระธรรมสิทธาจารย์
( วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ )
ข้าพเจ้าได้นิมิตเหมือนไปวัด ที่ใดที่หนึ่งก็ไม่ทราบ เห็นในโบสถ์วัดมีการตั้งพิธีรูป
พระภิกษุสงฆ์และดอกไม้ในโบสถ์ ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่ามาทำอะไรที่นี่เหมือนกัน
แล้วข้าพเจ้าก็สะดุ้งตื่นจากนิมิตสุด ท้ายข้าพเจ้า ได้มีโอกาสได้เดินทางไป
จังหวัดเชียงใหม่ และไปทำบุญกับญาติๆ ที่วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
และได้เห็นภาพพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นเหมือนในนิมิต มีดอกไม้ประดับประดาในโบสถ์
พร้อมที่บรรจุพระศพของท่าน ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งท่านเป็นพระเลขา ท่านบอกกับ
ข้าพเจ้าว่า “ ภาพภิกษุท่านนั้น คือ ท่านเจ้าอาวาส หลวงปู่พระธรรมสิทธาจารย์
( วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ) ท่านมรณะภาพแล้ว ยังไม่ได้ทำพิธี
พระราชทานเพลิงศพ ต้องรอองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ท่านมาทำพิธีให้แก่ท่าน ”
ดังนั้นข้าพเจ้า จึงเข้าใจว่า นิมิตที่ข้าพเจ้าเห็นนั้น คือ ท่านเจ้าอาวาส วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
 จังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า ถ้าปฏิบัติธรรมก็อาจจะนิมิตเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า หรืออาจจะไปในที่ที่ยังไม่เคยไปมาก่อน จิตเราอาจจะไปสถานที่นั้นก่อนในนิมิต และภายหลังก็อาจจะมีเหตุให้เราต้องไปในสถานที่นั้นในอนาคตก็ได้
ส่วนเรื่องเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
ข้าพเจ้าก็เคยสมาธิจนจิตนิ่ง
กึ่งหลับกึ่งตื่นซักพักก็ปรากฏ
เป็นภาพเฉพาะพระพักตร์
เศียรของพระพุทธองค์
มองลงมามีแสงสว่างออร่า
ของพระพุทธองค์ส่องลงมา
พอข้าพเจ้าอธิษฐานจิต
ขอบารมีรับแสงทิพย์อริยทรัพย์
ของพระพุทธองค์มากขึ้น
ก็ปรากฏแสงเจิดจ้าจนข้าพเจ้า
ในนิมิตตาสู้แสงพระพุทธองค์ไม่ได้
พระองค์ทรงสว่างเหมือนพระอาทิตย์
ขึ้นสว่างเหมือนสิบสิบดวง
อุณหภูมิในร่างกายเริ่มค่อยสูงขึ้น
จนร้อนสุดท้ายข้าพเจ้าก็บอกพระองค์ว่า
พอแล้วลูกรับรู้ถึงพระองค์แล้ว
แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นพระองค์เต็มองค์
เห็นแต่พระเศียรพระองค์แต่องค์ใหญ่มาก
บางครั้งข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องต่างๆ
เหล่านี้นักว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เป็นเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นจริงกับตัวข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า
ท่านผู้อ่านคิดว่าฟังดูเหมือนเรื่องโกหก
แต่มันก็เกิดขึ้นจริงจากการปฏิบัติ
ข้าพเจ้าเองก็ไม่แน่ใจในเรื่องต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับตนเองมากนัก
ที่รู้แน่ข้าพเจ้าก็มีวิบากมากมาย




ไม่ว่าเรื่องชีวิตคู่ ครอบครัว ญาติพี่น้อง
โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่การงานไม่ประสพผลสำเร็จ
ขึ้นๆ ลงๆ ก็เลยหันมาปฏิบัติธรรมเหมือน
คนอื่นๆ ที่ต้องการพ้นทุกข์ จนกระทั่งได้ยินเสียงจาก
เบื้องบนให้เราสร้างบารมี ทั้งๆที่ข้าพเจ้ามีความทุกข์
เช่นกัน แต่คิดว่าต้องทำเพราะ เสียงนั้นสั่งเราลงมา
จากเบื้องบนก้องกันวาลเป็นเสียงชายหนุ่ม
บอกว่าให้เราสร้างบารมี เราถามท่านว่า
ท่านเป็นผู้ใดท่านก็ไม่ยอมตอบ
แต่ด้วยเนื่องจากเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น
จึงต้องทำต่อข้าพเจ้า จึงได้เริ่มทำซีดีแจกจ่าย
เป็นธรรมทานเพื่อเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา
โดยนำความรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง
พร้อมทั้งศึกษาเพิ่มเติมไปในตัวด้วย
ให้เกิดประโยชน์กับผู้อ่านสำหรับผู้ปฏิบัติมือใหม่
จะนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
และอ้างอิงจากตำราครูบาอาจารย์ต่างๆได้
เนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีทุนทรัพย์ในการสร้าง
โบสถ์วิหาร จึงได้ทำซีดีชุดนี้ออกมาแจกจ่าย
เป็นธรรมทาน " พุทธธรรมจากการปฏิบัติ "
 
เมื่อก่อนข้าพเจ้าก็เป็นแต่ผู้รับ มิได้เป็นผู้ให้
ได้รับพระผงจักรพรรดิ์จากญาติธรรมในพลังจิต
จนกระทั่งสวดพระคาถาพระบรมจักพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่
และนำลูกแก้วของหลวงปู่มาช่วยในการฝึกสมาธิ
และแผ่เมตตาปรับภพภูมิให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย
แลอธิฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทำ

จนกระทั่งวันหนึ่งข้าพเจ้าก็เริ่มสัมผัสได้ว่า
เวลาเราทำบุญมีอะไรใสๆ โปร่งแสงลอยเข้ามา
หาเราข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้น ตอนแรกเป็นลักษณะกลม
เหมือนมีหางพุ่งเข้าหาเรา ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า คือ สิ่งใด
แต่ที่รู้แน่ๆ ว่าเมื่อเราแผ่เมตตาออกไปให้พวกเขา
เขาก็มารับแล้ว ก็ลอยจากไป
ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง
มีอยู่คืนหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยฝันนิมิตถึงไปสถานที่แห่งหนึ่ง
เหมือนบริเวณวัด มีผู้คนมากมายอยู่ที่นั่น เห็นภาพ
คุณจตุรงค์ ฉายแสง ถือหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม
กำลังจะทำแจกให้คนที่มาในงาน สักพักข้าพเจ้า
ก็เห็นภาพปกหนังสือเป็น คุณ สมัคร หน้าพุ่งออกมา
จากหนังสือ ในนิมิตข้าพเจ้างงมาก แต่นึกได้ในจิต
คุณสมัครเพิ่งเสียชีวิตจากโรคของท่าน
ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนิมิต
ถึงมวลชนในงานศพของคุณสมัคร

คิดว่าสงสัยตัวเองจะบ้า ปกติข้าพเจ้าอยู่เขตปริมณฑล
ไม่ค่อยได้เข้าเมือง จนกระทั่งวันหนึ่งได้เข้าเมือง
ยืนรอรถไฟฟ้าอยู่ก็เห็นภาพที่บอกเหมือนดวงจิต
กลมๆ มีหางลอยเต็มไปหมดบริเวณที่ยืนรอรถไฟฟ้า BTS
ข้าพเจ้าเหมือนมีความรู้สึกบางอย่างน่าจะเป็น
ดวงวิญญาณอะไรสักอย่าง หรืออาจจะเป็นผู้เสียชีวิตบริเวณนั้น

จึงอธิฐานจิตว่าหากท่านต้องการรับบุญกุศล
ขอได้โปรดจงรับบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ
สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็น น่าตกใจ เห็นเป็นดวงจิต
ข้าพเจ้ายืนอยู่ แต่ดวงจิตทุกดวงวิ่งพุ่งหาข้าพเจ้า
เป็นสายหลายสาย ข้าพเจ้าจึงแผ่เมตตาออกไป

เมื่อเขาทั้งหลายได้รับแล้วก็จึงจากไป
ข้าพเจ้าจึงคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้านิมิต
เรื่องคุณ สมัคร การเมืองหน้าจะมาจาก
ให้ข้าพเจ้ามาแผ่เมตตา ณ สถานที่แห่งนั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าสัมผัสได้
เมื่อข้าพเจ้านั่งในรถไฟฟ้า
หลับตาสมาธินิมิตที่แห่งนั้น
เป็นแสงสีออร่าสีแดงเข้ม
ซึ่งข้าพเจ้าเคยศึกษาว่า
สีแดงเข้มของออร่า
คือ สีแห่งความเกียจชัง โกรธแค้น
ซึ่งข้าพเจ้าสัมผัสได้ ข้าพเจ้าคิดว่า
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาจากการปฏิบัติ
หลังจากนั้นไม่นาน ข้าพเจ้าก็มีโอกาสรู้จัก
กับพระอาจารย์วัดถ้ำเมืองนะ และเพื่อนกัลยานิมิตร
ให้แจกพระผงจักรพรรดิ์ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้แจกนั้น

ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าไม่เคยนิมิตหลวงปู่ดู่
แต่มีอยู่วันหนึ่งสมาธิข้าพเจ้าเห็นภาพ
พระพุทธนิมิต ( พระจักรพรรดิ์ )
ท่านอยู่สูงมากจากนิมิตมองลงมา

ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งนี้ กระมังที่ทำให้
ข้าพเจ้าจึงได้ต้องเป็นผู้ให้
โดยได้รับให้แจกพระผงจักรพรรดิ์
กับลูกแก้วจักรพรรดิ์ด้วยความบังเอิญ

ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เบื้องบน
ต้องการให้ข้าพเจ้าทำบุญกุศลสร้างทานบารมี
จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นได้










                                            

ส่วนเรื่องแดนนิพานข้าพเจ้าก็ยังไม่แน่ใจ
เคยมีพี่ทีปฏิบัติบอกว่าเมื่อสมาธิเรานิ่ง
สามารถอธิฐานจิตสิ่งที่เราอยากเห็น
อยากรู้ได้ด้วยตัวเราเอง สามารถพบสิ่งศักดิสิทธิได้
ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจก็พยายามอธิฐานตลอด

จนมีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าสมาธิจนจิตนิ่ง
เห็นแสงสีนวลระยิบระยับ อยู่ก็เห็นแสงส่องลงมา
เป็นจุดเล็กๆ จากเบื้องบนนั้น
ข้าพเจ้าเองก็อยากรู้ว่าสิ่งนั้น
คือ อะไรจึงอธิฐานจิตว่า
ข้าพเจ้าอยากรู้ขอให้ข้าพเจ้าเห็นชัด
กว่านี้ได้หรือไม่ ซักพักเหมือนตัวเอง
ถูกดูดขึ้นไปผ่านชั้นบรรยากาศเป็นหมอกๆ
แต่ละชั้น แต่กว่าผ่านแต่ละชั้นก็ค่อนข้างเหนื่อยมาก
เหมือนมีอยู่หลายชั้น จนทะลุขึ้นมาด้านบนสุด
ข้าพเจ้าตกใจ เห็นภาพนิมิต
สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
ในถ้านั่งสมาธิสงบหลับ ผิวพรรณท่านผุดผ่อง
มีจรัส ท่านห่มจีวรสีส้มอมน้ำตาล
เหมือนพระธุดงค์ ข้าพเจ้าในจิต
คิดดีใจปลาบปลื้ม
องค์สมเด็จโตใช่ไหมค่ะ ?
ทำไมชีิวิตหนูลำบากอย่างนี้
ข้าพเจ้าคิดว่าที่นั่น
อาจจะเป็นแดนนิพพาน
ก็เป็นได้ ควรจะละกิเลส
หรือความคิดทางโลก
หรือไม่ก็ข้าพเจ้ายังฝึกสมาธิไม่ดีพอ
ซักพักข้าพเจ้าก็ตกหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว
มาสู่จิตที่เดิมในห้องที่สมาธิอยู่
ไม่เหมือนกับตอนขึ้นไปใช้เวลา
และความพยายามากค่ะ
ข้าพเจ้าคิดว่าส่วนหนึ่งที่ได้พบท่าน
อาจจะเพราะว่าข้าพเจ้าก็สวดมนต์
พระคาถาชินบัญชรของท่านเหมือนกัน
ทุกอย่างที่เล่ามาโปรดใช้วิจารณาญาณ
และการปฏิบัติของทุกท่านเองถึงจะ
พิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง



1 ความคิดเห็น:

Kwanpat Arnutphongchai กล่าวว่า...

ประสพการณ์พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์